เทคนิคการก่อผนังด้วยคอนกรีตมวลเบาซีไล้ท์มีดังนี้ :
คอนกรีตบล็อกมวลเบา ผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์, ทรายละเอียด ,Foaming agent ผ่านกระบวนการอัดอากาศ หลังจากผสมกันแล้วจะได้คอนกรีตที่มีฟองอากาศเล็กๆแทรกอยู่ทั่วเป็นเนื้อเดียวกันกับคอนกรีต เป็นผลทำให้คอนกรีตมีน้ำหนักเบา มีความเป็นฉนวน กันร้อนและดูดซับเสียงได้ดี ดูดซึมน้ำน้อยและช้า ก่อสร้างได้เร็วกว่าผนังอิฐมอญ
*** การก่อภาคปฏิบัติ ***
1.ก่อนการก่อ ควรตรวจสอบโครงสร้างให้แข็งแรง ไม่โยกคลอน
2.บล็อกซีไล้ท์ ที่จะใช้ต้องสะอาด ก่อนที่จะนำมาใช้ควรใช้น้ำทำความสะอาดบล็อก ทิ้งไว้พอหมาดๆ แล้วจึงก่อ
3.การก่อจะต้องเริ่มจากมุมก่อนเสมอ พื้นรับผนังต้องปราศจากฝุ่น ควรทำความสะอาดพื้นด้วยน้ำ
4.การก่อบล็อกนอกจากต้องขึงเอ็นตามแนวราบแล้วควรขึงเอ็นในแนวดิ่งด้วย เพื่อเป็นแนวให้ยึดในการก่อบล็อก ช่วยให้ผนังได้ดิ่งและมีแนวตรง
5.แนวปูนก่อหนาไม่น้อยกว่า 1 ซม. อัตราส่วนปูนก่อ 1:3 คือ ซีเมนต์ 1 ส่วน ,ทรายหยาบสะอาด 3 ส่วน
6.การก่อแผงใหญ่ที่มีขนาดกว้างเกิน 3.00 เมตร หรือมีพื้นที่ก่อเกิน 8 ตร.ม. ควรมีเอ็น, ช่องเปิดประตู, หน้าต่างต้องทำคานเอ็นและเสาเอ็นกันแตก,ในกรณีใช้ปูนก่อธรรมดา ควรวางแผนการก่อให้เหมาะสม ควรก่อสูงประมาณ 0.80 เมตร (4 ก้อน) แล้วเว้นไว้เพื่อให้ซีเมนต์แข็งตัวแล้วจึงทำการก่อเพิ่มความสูงต่อไป
7.ไม่ควรก่อบล็อกชนแนวใต้ท้องคาน ควรให้คานคอนกรีตมีอายุไม่น้อยกว่า 28 วัน และมีน้ำหนักบรรทุกแล้วจึงค่อยก่อชนท้องคาน เนื่องจากคานคอนกรีตที่หล่อใหม่อาจแอ่นตัวเมื่อมีน้ำหนักบรรทุก อาจทำให้มีแรงกดลงมาให้บล็อกแตกร้าวได้
8.ผนังที่เริ่มก่อจากขอบเสา ที่ขอบเสานั้นจะต้องมีเหล็กหนวดกุ้งเพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะผนัง โดยใช้เหล็กขนาด 6 มิลลิเมตร ความยาวไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร ยึดอยู่ที่ก้อนแรกและทุกๆความสูง 2 ก้อน (หากเจาะรูเสียบหนวดกุ้งภายหลังการหล่อเสา ควรใช้ Epoxy ยึดเหล็กติดกับเสา)
9.หลังจากการก่อบล็อก และซีเมนต์แข็งตัวแล้ว หากมีการแตกร้าวของบล็อกสามารถสกัดซ่อมได้ (ควรจัดทำก่อนฉาบปูน)
10.กรณีก่อผนังในด้านที่มีแสงแดดจัด ควรหาที่บังแดดมาบังแสงแดดเพื่อป้องกันไม่ให้ปูนก่อนั้นแห้งเร็วเกินไป อาจเป็นเหตุให้ปูนก่อแตกร้าวเสียกำลังการยึดเกาะ (ควรบ่มผนังที่ก่อใหม่ด้วย เป็นการเตรียมงานฉาบปูน)
“ เลื่อยตัดแต่ง บล็อกซีไล้ท์ ได้ด้วยเลื่อยตัดไม้ทั่วไป”
***การฉาบ***
11. เมื่อผนังที่ก่อด้วยซีไล้ท์แข็งตัวดีแล้ว ปกติประมาณ 7 วันหลังจากก่อเสร็จ (ปูนก่อและปูนฉาบให้กำลังเต็มที่เมื่ออายุ 28 วัน) ก่อนลงมือฉาบควรจับเซี้ยมและติดปุ่มดิ่งผนัง รดน้ำผนังให้ชุ่ม เป็นการทำความสะอาดผิว ตรวจสอบบล็อกก่อนฉาบและปล่อยผนังไว้ให้หมาด
-โดยการฉาบครั้งแรก อาจฉาบด้วยทรายหยาบหรือทรายกลางทั้งสองหน้าของผนังที่ก่อเสร็จแล้ว ทิ้งปูนฉาบครั้งแรกให้แห้งสนิท (อย่าลืมผสมน้ำยาผสมปูนฉาบ)
(การขึ้นฉาบผนังสองด้านพร้อมๆกัน ช่วยลดปัญหาการแตกร้าวได้ดี)
-ก่อนฉาบครั้งที่ 2 รดน้ำผนังให้ชุ่ม ทำการฉาบด้วยทรายละเอียด ให้ได้ระดับตามต้องการ ตีน้ำ ลงฟอง
(การฉาบตามลำดับที่กล่าวข้างต้นได้ทดลองแล้วให้ผลการฉาบที่ดีและสามารถแก้ปัญหาการแตกร้าวของปูนฉาบได้–แนะนำให้บ่มผนังที่ฉาบเสร็จแล้วด้วยน้ำสะอาด 3 วัน อย่างต่อเนื่อง )
12.เพื่อป้องกันการแตกร้าวของรอยต่อระหว่างผนังกับคาน เสา และขอบวงกบประตูหน้าต่าง ควรใช้ตาข่ายกรงไก่ติดระหว่างรอยต่อและทำการฉาบปูน จะช่วยลดปัญหาการแตกร้าวระหว่างรอยต่อในระยะยาว (ควรเซาะร่องบังคับรอยแตกตามขอบวงกบ – ประตู – หน้าต่าง)
13.หากเกิดการแตกร้าวขึ้นหลังจากการฉาบแล้วเสร็จ ถ้าปูนฉาบไม่เกาะกับผนัง(ร่อน) เราอาจสกัดปูนฉาบบริเวณดังกล่าวออก แล้วซ่อมโดยติดตาข่ายกรงไก่ หรือทาน้ำยาประสานคอนกรีต ฉาบปูนตามกรรมวิธีอีกครั้ง หากปูนฉาบเป็นรอยแตกไม่ร่อนอาจซ่อมรอยแตกโดยใช้วัสดุซ่อมผนังไม่จำเป็นต้องสกัดปูนเก่าออก
14.การก่อและการฉาบควรเริ่มเมื่องานโครงสร้างเสร็จแล้ว เพราะจะทำให้เสาและคานมั่นคงมีตัวยึดเหนี่ยว ไม่โยกคลอน ซึ่งจะช่วยให้ผนังปูนก่อและฉาบไม่แตกร้าว
เทคนิคการก่อ
C – Lite ( Locking Block Wall )
คอนกรีตมวลเบาเป็นวิวัฒนาการของการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุอีกขั้นหนึ่ง การพัฒนาคอนกรีต Block มวลเบาจนมีการผลิตออกมาใช้งาน ก็เพื่อประโยชน์ต่อการรับน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร เนื่องจากโครงสร้างอาคารปัจจุบัน มีทั้งขนาดใหญ่และสูง ผนังของอาคารก็มีเป็นจำนวนมาก
“ดังนั้นถ้าทำน้ำหนักของผนังเบาลงได้ ก็จะมีผลต่อการออกแบบโครงสร้างให้ประหยัดได้ ”
คอนกรีตบล็อคมวลเบา C–Lite CLC System (Cellular Lightweight concrete )
เป็นการผลิตจากส่วนผสมของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทรายละเอียดและน้ำยาชีวภาพ ผ่านกระบวนการอัดอากาศโดยหลังจากผสมกันแล้ว จะทำให้เกิดช่องอากาศเล็กๆ เป็นรูพรุนที่ไม่ต่อเนื่อง (Unconnecting voids) เป็นผลทำให้น้ำหนักเบา มีความเป็นฉนวนกันร้อนและดูดซับเสียงได้ดี ก่อสร้างได้เร็วกว่าผนังอิฐมอญ เพราะ Block มวลเบา 1 ก้อน : อิฐมอญ 15–20 ก้อน และน้ำหนักเบา ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น
บล็อกประสาน C – Lite [ Load Bearing Wall ]Density 1,000
C–Lite บล็อกประสาน เป็นคอนกรีตบล็อกประเภทมวลเบา ซึ่งมีคุณสมบัติเบาเป็นฉนวนกันความร้อน ดูดซับเสียง แข็งแรง ก่อง่าย สะดวก รวดเร็ว และดูดซึมน้ำน้อยมาก บล็อกประสาน C–Lite ได้นำผลการวิจัยบ้านและอาคารบล็อกประสาน จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) บริษัท ซีไล้ท์คอนกรีต จำกัด ได้นำเทคโนโลยีนั้นมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีคอนกรีตมวลเบา CLC จากประเทศเยอรมัน หล่อเป็น CLC บล็อกประสาน สามารถใช้ได้ดีกับอาคารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ อาคารสูง อาคารที่ออกแบบให้ผนังเป็นโครงสร้างรับน้ำหนัก (Load Bearing Wall ) ผนังอาคารสูงที่ต้องรับแรงลม CLC บล็อกประสานสามารถออกแบบเสริมเหล็กในผนังเพื่อรับแรงต่างๆ ได้ดี ตามความต้องการของผู้ออกแบบ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ทดแทนเสาเอ็นและทับหลัง ในกรณี ผนังทึบ วัสดุก่อฉาบใช้ปูนก่อ ปูนฉาบธรรมดา และขบวนการก่อฉาบ เหมือนงานปูนมาตรฐานทั่วไป หรือปิดรอยต่อด้วยปูนแต่งผิวบางคอนกรีต ( Skim Cote )
จากประสบการณ์การก่อบล็อคประสาน ขอแนะนำเทคนิคการก่อเพิ่มเติมดังนี้
1.ปรับระดับพื้นให้ได้ระดับโดย MORTAR เจาะรูที่พื้นและเสาเสียบเหล็กหนวดกุ้ง ขนาด 4–6 มม. ที่พื้นทุกๆรอยต่อก้อน (60 ซม.) และที่เสาระยะ 40–60 ซม. เพื่อยึดบล็อกติดกับโครงสร้าง ทำความสะอาดผิวบล็อก ก่อแถวแรกให้ได้ระดับและดิ่ง ทั้งทางยาวและทางขวางของก้อน ทิ้งให้ MORTAR แข็งตัว แล้วจึงก่อต่อ C–Lite [d1000] มีอัตราดูดซึมน้ำต่ำ และไม่จำเป็นต้องทำให้เปียกก่อนก่อ สำหรับพื้นหรือโครงสร้างที่มีการแอ่นตัวสูง ควรพิจารณาการกดทับของพื้น หรือโครงสร้างด้านบนที่จะกระทำต่อผนังที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งอาจป้องกันการกดทับ โดยเว้นช่องว่างไว้ที่ผนังด้านบน อย่าก่อผนังชนพื้นหรือโครงสร้างด้านบนก่อนที่พื้นหรือโครงสร้างด้านบนจะมีการแอ่นตัวน้อนที่สุด สำหรับที่จอดรถพื้นจะมีการขยับตัวสูงเมื่อรถวิ่งควรออกแบบรอยต่อนี้เป็นกรณีพิเศษ
การเสริมเหล็กในผนัง
2.การเสริมเหล็กระหว่างก้อน เนื่องจาก C–Lite d1000 เป็นคอนกรีตประเภท มวลเบาหนา 10 ซม. มีความสามารถรับแรงอัดได้ ไม่น้อยกว่า 43 ksc เมื่อเสริมเหล็กจะมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ใช้เป็นส่วนประกอบของผนังทึบที่มีขนาดกว้าง 7 ม. สูง 4 ม. ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำเสาเอ็นและทับหลังเพิ่ม
สำหรับผนังรับแรงลมในระดับความสูงต่างๆ ดูตารางการเสริมเหล็กประกอบ)
3.การทำเอ็นและทับหลัง ควรทำทุกๆช่องเปิด (ประตูหน้าต่าง) ขนาดของเสาเอ็นและทับหลังขึ้นอยู่กับการออกแบบ ความสะดวกและความเหมาะสมในการทำงาน ในที่นี้ควรมีความสูงและความหนาแน่นเท่ากับบล็อค เพื่อความสะดวกในการก่อ ซึ่งคานตัวหลังอาจใช้บล็อกตัวยูเป็นแบบ เสริมเหล็กลูกโซ่ หรือเทคานทับหลัง โดยการประกอบไม้แบบเทด้วยคอนกรีตธรรมดาก็ได้
4.C–Lite คอนกรีตบล็อกประสาน ยึดการก่อผนังโดยการเติม MORTAR ลงในรูบล็อกเพื่อยึดบล็อกให้ติดกัน โดยปกติกำแพงขนาด 8 ตร.ม. ก่อโดย C–Lite บล็อคประสานหนา 10 ซม.(ปฏิบัติตามข้อ 1.) และไม่ต้องเสริมเหล็กในรูบล็อก แต่ในกรณีที่กำแพงใหญ่เกินกว่า 8 ตร.ม. ควรเสริมเหล็กในรูบล็อค ระหว่างรอยต่อก้อน เพื่อทำหน้าที่เป็นเสาเอ็น ในกรณีของ ณุศาศิริ ได้ออกแบบให้เสริมเหล็ก 4 มม.–6 มม. ในรอยต่อบล็อกทุกก้อน (60 ซม.) แล้วจึงกรอก MORTAR ลงในรู และเมื่อ MORTAR แข็งตัวจะทำหน้าที่เหมือนเดือยยึดบล็อกให้ติดกัน (อาจเสริมเหล็กเพื่อได้ในกรณีกำแพงที่มีความสูงมากขึ้น)
5.สำหรับการก่อผนังรอบนอกอาคาร ระหว่างรอยต่อก้อน ควรเพิ่มปูนก่อผนังเชื่อมช่องว่างตรงรอยต่อก้อนบางๆ ให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากภายนอกเข้าสู่ผนังด้านใน ผนังภายนอกก่อในที่สูงมีกระแสลมแรง ควรเสริมเหล็กรับแรงดัดในผนัง (ดังแสดงในตาราง) และสามารถใช้ท่อเหล็กขนาด ½ นิ้ว เสริมในผนังแทนเหล็กเส้นเพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการก่อ ในขณะที่ปูนก่อยังไม่แห้ง.
บล็อกซีไล้ท์ก่อ-ฉาบง่าย, ลดอุณหภูมิ, ตัดแต่งง่าย, น้ำหนักเบา,
ดูดซับเสียง,ไม่มีสารพิษ, ทนไฟ, ซึมน้ำต่ำ, ประหยัดเงิน
และสามารถใช้ปูนก่อ-ฉาบทั่วไปได้.





